รายละเอียดบทความ

สารพัดเทคโนโลยีกระชับผิวหน้า


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การศัลยกรรมเสริมความงาม ที่กำลังเป็นที่นิยมมากที่สุดทั่วโลกในขณะนี้ คงจะหนีไม่พ้นการยกกระชับใบหน้าให้เต่งตึง อ่อนเยาว์ เพราะริ้วรอย ถือเป็นปัญหาผิวหน้าอันดับหนึ่งที่สาว ๆ ไม่อยากให้มันมาปรากฎบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย จึงไม่แปลกที่สาว ๆ ที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยแห่งริ้วรอย จะรีบหันหน้าหาคลินิกเสริมความงาม เพื่อชะลอริ้วรอยไม่ให้มันเกิดขึ้นจนได้ 

          และเมื่อการมีใบหน้าที่เต่งตึง อ่อนเยาว์ ไร้ริ้วรอย เป็นสิ่งที่สาว ๆ ทุกคนต้องการ เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อการยกกระชับผิวหน้าจึงเกิดขึ้นมากมายให้ได้เลือกใช้กัน ซึ่งวันนี้ กระปุกดอทคอมก็จะขอรวบรวมสารพัดวิธีกระชับผิวหน้ามารวมไว้ที่นี่ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับสาว ๆ ที่กำลังคิดอยากจะยกกระชับผิว แต่จะมีวิธีใดบ้างนั้น ไปดูกันเลยค่ะ

           1. การฉีดโบท็อกซ์ โบท็อกซ์ เป็นวิธียกกระชับผิวหน้ายอดนิยมที่จะแพทย์จะฉีดสาร โบทูลินัม ท็อกซิน สารพิษที่ช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ และแน่นอนว่า เมื่อมันถูกนำมาใช้กับใบหน้า ไม่ว่าจะบริเวณตีนกา หรือหน้าผาก ก็จะทำให้ผิวที่หดเกร็งอยู่นั้นคลายตัว อีกทั้งยังมีการเจือจางตัวยาผสมกับ โบทูลินัม ท็อกซิน ไปกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิวอีกด้วย จึงทำให้การฉีดโบท็อกซ์ได้ผลดีมากเลยทีเดียว แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น สาว ๆ ก็ควรระวังเรื่องการฉีดในปริมาณเยอะ และบ่อยด้วย เพราะจะทำให้หน้าเต่งตึงดูผิดธรรมชาติ และเมื่อฉีดบ่อย ๆ ต่อเนื่องกันนาน ๆ ร่างกายเราอาจจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา ทำให้สามารถกำจัดตัวยา และทำให้ใบหน้าเต่งตึงได้ไม่นานก็กลับมาเหี่ยวย่นอีกก็เป็นได้ สำหรับอายุของการรักษาความเต่งตึงของผิวนั้น อยู่ที่ประมาณ 6 เดือน ก็ต้องฉีดซ้ำค่ะ

           2. การฉีด hyaluronic acid เป็นการฉีดเสริมส่วนที่ขาดหายไปในชั้นผิวหนัง เช่น รอยแผลเป็นขนาดเล็ก หลุมสิว ร่องแก้ม ซึ่งได้รับการยอมรับจาก อย. แล้วว่าเป็นสารที่ปลอดภัย ไม่มีการตกค้างในร่างกาย ส่วนผลลัพธ์ที่ได้ก็คล้ายกับการฉีดโบท็อกซ์ นั่นคือ รอยแผลเป็น และรอยลึกตื้นขึ้น แต่การฉีด  hyaluronic acid จะดูเป็นธรรมชาติกว่า และสารนี้จะสลายตัวในเวลาไม่เกิน 6 เดือนเช่นเดียวกับโบท็อกซ์ ดังนั้น หากอยากจะมีผิวเต่งตึงยาวนาน ก็ต้องฉีดซ้ำทุก ๆ 6-7 เดือนค่ะ

           3. การฉีดไขมัน (Lipofilling) เป็นเทคโนโลยีที่แพทย์จะดูดเอาไขมันของผู้เข้ารับการรักษา จากบริเวณหน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก ออกมาแล้วนำมาผ่านขั้นตอนการเตรียมเซลล์ไขมัน ก่อนที่จะฉีดเข้าไปบริเวณใบหน้าของผู้เข้ารับการรักษา ทำให้แก้มดูเต็มและเต่งตึงขึ้น โดยวิธีนี้ถือว่ามีความปลอดภัยมาก เพราะสิ่งที่ฉีดเข้าไปบนใบหน้านั้น ไม่ใช่สารแปลกปลอม แต่เป็นสิ่งที่ได้จากร่างกายของผู้เข้ารับการรักษาเอง 

           4. การร้อยไหมทอง เป็นการศัลยกรรมคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว ฟื้นฟูสภาพผิวให้ดูเต่งตึง สามารถยกกระชับผิวหน้าได้นานถึง 8-15 ปีเลยทีเดียว ซึ่งวิธีการร้อยไหมทองสู่ผิวนี้ แพทย์จะใช้เส้นไหมทองบริสุทธิ์ 99.99% ขนาดเล็กมากร้อยเข้าไปใต้ผิว เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและกระบวนการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว เมื่อเส้นไหมถูกร้อยเข้าไปแล้ว ก็จะเกิดการสร้างคอลลาเจนเกาะหุ้มเส้นไหม ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นกระชับเต่งตึงขึ้น ริ้วรอยตื้นขึ้น และการเข้าไปกระตุ้นการไหลเวียนเลือดของเส้นไหม ก็จะทำให้ผิวหน้าดูมีเลือด ฝาด สุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และคงความอ่อนเยาว์อยู่อย่างนั้นนานกว่า 10 ปี โดยไม่ต้องทำซ้ำอีกบ่อย ๆ ซึ่งผิวหน้าจะเต่งตึงมากที่สุดในช่วง 2-3 ปีแรก ก่อนเส้นไหมทองจะค่อย ๆ กระจายตัวและละลายหายไปหลังจากนั้น และผิวก็จะมีความยืดหยุ่นน้อยลงเรื่อย ๆ ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษานั้น ก็จะแพงหน่อย เพราะคงความอ่อนเยาว์ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี ก็เลยทำให้ราคาในการร้อยไหมทองนี้ สูงถึงคอร์สละ 2 แสนถึง 1 ล้านบาทเลยทีเดียว

           5. Ultherapy เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในวงการแพทย์ผิวหนัง ที่สามารถยกกระชับผิวหน้าให้เต่งตึง ดูอ่อนเยาว์ได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้คลื่นเสียง Ulthera ซึ่งเป็นคลื่นเสียงที่มีความถี่สูง ไปปรับสภาพใต้ผิวหนัง โดยแพทย์จะปล่อยคลื่นเสียงนี้ลงไปยังผิวหนังบริเวณที่หย่อนคล้อย หรือมีริ้วรอย ซึ่งพลังงานนี้จะเปลี่ยนเป็นความร้อนจุดเล็ก ๆ กระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจนเติมเต็มในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อผิวหนังบริเวณข้างเคียง แถมยังไม่ต้องเจ็บตัวเหมือนกับวิธียกกระชับใบหน้าหลาย ๆ วิธีด้วย ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาทีต่อการรักษา 1 ครั้ง และจะค่อย ๆ เห็นผลทีละน้อย และชัดเจนที่สุดเมื่อเข้ารับการรักษาติดต่อกันประมาณ 2-3 เดือน ส่วนความปลอดภัยนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเทคโนโลยนี้มีความปลอดภัยสูงมาก หลังจากเข้ารับการรักษาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษเลย

           6. กระชับผิวหน้าแบบแทรมโปลีน เป็นวิธีผ่าตัดเพื่อยกกระชับผิวโดยตรง ซึ่งแพทย์จะดึงใบหน้าในบริเวณที่หย่อนคล้อยให้ตึง เหมือนผ้าใบแทรมโปลีน สามารถยึดอายุผิวอ่อนเยาว์ได้นาน และใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 สัปดาห์ วิธีนี้ลดภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ไม่ทำลายเส้นประสาท ไม่ก่อให้เกิดภาวะเลือดแข็งตัว ราคาต่อหนึ่งครั้งตอนนี้ประมาณ 160,000 บาท

          และวิธีเหล่านี้ ก็คือวิธีการยกกระชับผิวที่ดูเหมือนจะเป็นที่นิยมมากที่สุด อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้วิธีใด สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมเลยก็คือ ความปลอดภัย ความสะอาด และคุณภาพของสถานเสริมความงามที่คุณจะเข้าไปใช้บริการ ซึ่งคุณควรแน่ใจก่อนว่า ศัลยแพทย์นั้นมีความเชี่ยวชาญในการยกกระชับผิววิธีต่าง ๆ จนไม่ทำให้เกิดผลร้ายตามมาได้ ยังไงก็อย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ดี ปรึกษาแพทย์ และลองถามกับคนที่มีประสบการณ์ในการยกกระชับผิวนั้น ๆ ด้วยนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อความสวยที่ไม่เสี่ยงของคุณนั่นเองค่ะ
ผู้ลงบทความ : Picchy